ลักษณะเด่นของคันจิ

※หมายเหตุ เนื้อหาส่วนนี้ สรุปจากความเข้าใจของผู้เขียน กรุณาอย่านำไปอ้างอิงด้านวิชาการ เนื่องจากอาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา

คันจิประกอบด้วย "ความหมาย"

ในตัวอักษร 4 ตัว (ประเภท) ด้านล่างนี้ มีเพียงตัวเดียว ที่ตัวอักษรเดี่ยวๆ มีความหมาย นั่นคือ...?
「A」Alphabet
「あ」ฮิระงะนะ
「ア」คะตะคะนะ
」คันจิ
ในอักษรคันจิแต่ละตัวๆ จะประกอบไปด้วยความหมายในตัวเอง
อักษรฮิระงะนะ, คะตะคะนะ, Alphabet เพียงตัวเดียวเดี่ยวๆ ไม่มีความหมายในตัว แต่หากเมื่อนำมาเรียงกันเป็นคำแล้ว จึงจะมีความหมาย เช่น 「ANT」「あなた」「アリ」เรียกตัวอักษรเหล่านี้ว่า "ตัวอักษรที่แสดงเสียง"(表音文字)อีกด้านหนึ่ง ตัวอักษรคันจิ เช่น 「」 「」 「」 ซึ่งอักษรแต่ละตัวๆ สามารถแสดงความหมายได้ เรียกตัวอักษรนี้ว่า "ตัวอักษรที่แสดงความหมาย"(表意文字)

คันจิมีส่วนประกอบความหมายร่วมกัน "บุชุ"

ความหมายของคันจิ ยังรวมอยู่ในส่วนๆ หนึ่ง ของตัวอักษร คือส่วนที่เรียกว่า "บุชุ"(部首)

ความหมาย (จากซ้าย):คลื่น, ทะเล, ทะเลสาบ, ท่าเรือ
จากตัวอย่างข้างต้น คันจิทั้ง 4 ตัว มีส่วนประกอบร่วมกันอยู่สิ่งหนึ่ง ก็คือ 「氵」(さんずい:น้ำสามขีด) ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงความหมาย ของคันจิเหล่านี้ นั่นคือ เป็นตัวอักษรที่มีความหมายเกี่ยวกับ "น้ำ" นอกจากนี้แล้ว คันจิที่มีส่วนประกอบนี้ อีกหลายสิบตัว ส่วนใหญ่ก็มีความหมายเกี่ยวกับ "น้ำ" ด้วยกันทั้งสิ้น การรู้จัก "บุชุ" นี้ ทำให้เราสามารถคาดเดา ความหมายของคันจิ จากรูปลักษณ์ได้อย่างคร่าวๆ การเรียน "บุชุ" ไปพร้อมๆ กับการเรียนคันจิ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้การจดจำคันจิ เป็นไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ การเปิดพจนานุกรมคันจิ ส่วนใหญ่ ก็อาศัยการเปิดจาก "บุชุ" นี้เอง

คันจิทำให้เข้าใจความหมายของประโยคได้ง่ายขึ้น

เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างประโยคเดิม อีกครั้ง:
แบบไม่ใช้คันจิ:わたくしはタイからまいりました、バードともうします。
แบบปกติ:私はタイから参りました、バードと申します。

ผมชื่อเบิร์ด มาจากไทยครับ
ประโยคในภาษาญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยอักษร ฮิระงะนะ, คะตะคะนะ, คันจิ หากไม่มีคันจิแล้ว การอ่านและทำความเข้าใจ ความหมายของประโยค จะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากประโยคญี่ปุ่น ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ เหมือนอย่างในภาษาอังกฤษ แต่หากเราใช้คันจิได้อย่างเหมาะสมแล้ว การอ่านและทำความเข้าใจ ความหมายของประโยค จะทำได้ดีขึ้นมาก

นอกจากนี้ ในภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากเสียงสระมีจำนวนน้อย คำศัพท์ที่มีเสียงเหมือนกัน จึงมีจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เสียงอ่าน「はし」เพียงอย่างเดียว ก็อาจเป็นได้ทั้ง 「」「」「」เป็นต้น นอกจากบริบทต่างๆ ในประโยคแล้ว การใช้คันจิอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะทำให้การสื่อสาร เป็นไปได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ทีเดียว

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เห็นประโยชน์ของคันจิอย่างแท้จริง:
แบบไม่ใช้คันจิ:きしゃのきしゃがきしゃできしゃしている。

แบบไม่ใช้คันจิ:にわにはにわうらにわにはにわにわとりがいる。
???
อะไรกันเนี่ย?
แบบปกติ:貴社の記者が汽車で帰社している。
นักเขียนของบริษัทคุณกำลังกลับบริษัทด้วยรถไฟ
แบบปกติ:庭には二羽裏庭には二羽鶏がいる。
มีไก่ที่สวน 2 ตัว และสวนด้านหลัง 2 ตัว
ค่อยยังชั่ว ขึ้นหน่อยใช้มั้ยครับ...

คันจิทำให้อ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นได้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมาซักระยะหนึ่ง เคยประสบปัญหาเหล่านี้ บ้างมั้ย?
  • อ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นได้ไม่คล่อง (รวมถึงร้องคะระโอะเกะ)
  • ท่องศัพท์เท่าไหร่ ก็จำไม่หมด (ไม่เข้าใจศัพท์จำนวนมาก)
  • ทำข้อสอบพาร์ทการฟัง, อ่านไม่ได้ (แน่นอน พาร์ทคำศัพท์ก็เช่นกัน)
ทั้งหมดนี้ มีสาเหตุร่วมกัน ได้อย่างหนึ่งคือ "คันจิ"
การอ่านคันจิไม่ออก, เขียนคันจิไม่ได้, ไม่เข้าใจความหมายของคันจิ ทำให้ประสบปัญหาทั้งหลาย ข้างต้น "คันจิ" ถือเป็นพื้นฐานของความรู้ภาษาญี่ปุ่น ที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะ "คันจิ" เป็นส่วนประกอบสำคัญ ในพื้นฐานด้านคำศัพท์ ซึ่งจะช่วยในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ทั้งการฟัง, การพูด, การอ่าน, การเขียน หากเราพยายาม ที่จะขวนขวาย ศึกษา (ไม่ใช่เพียงท่องจำ) ความรู้เกี่ยวกับคันจิ แล้วละก็ จะช่วยให้เกิดประโยชน์กับการเรียนภาษาญี่ปุ่น อย่างมากทีเดียว...